
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้ารู้สึกว่าจะได้รับการกระทบจากแรงของสังคมมากเกินไป ทั้งสังคมใกล้ตัวและไกลตัว หัวใจอ่อนล้าและเริ่มรู้ว่าแรงการเต้นเริ่มช้าจนชินชาลงทุกวันๆ จึงทำให้ต้องถึงเวลานำพาหัวใจไปติดเกาะเสียที...
สำหรับครั้งนี้ข้าพเจ้าเลือกเกาะแก้วพิสดารเป็นที่พักของหัวใจ "เสม็ด"คืนวันศุกร์ที่หัวใจอ่อนล้าเต็มที ข้าพเจ้าพาตัวเองล่องลอยจากที่ทำงานกลับถึงบ้าน นั่งดูซีรีย์ญี่ปุ่นตอนจบ อาบน้ำแต่งตัว มองเวลา แค่ 20.00 น.ของศุกร์ 13 เท่านั้น จะบอกว่าอ่อนแอก็คงใช่ จะบอกว่าอยากหนีก็อาจจะเป็น แต่ไม่ว่าใครจะบอกว่าอย่างไร คำเดียวที่หัวใจร่ำร้องตอนนั้นคือ ขอให้ฉันไปที่ไหนสักแห่ง ที่ที่ไม่ต้องอดทน เพราะฉันทนไม่ไหวแล้ว....
สำหรับครั้งนี้ข้าพเจ้าเลือกเกาะแก้วพิสดารเป็นที่พักของหัวใจ "เสม็ด"คืนวันศุกร์ที่หัวใจอ่อนล้าเต็มที ข้าพเจ้าพาตัวเองล่องลอยจากที่ทำงานกลับถึงบ้าน นั่งดูซีรีย์ญี่ปุ่นตอนจบ อาบน้ำแต่งตัว มองเวลา แค่ 20.00 น.ของศุกร์ 13 เท่านั้น จะบอกว่าอ่อนแอก็คงใช่ จะบอกว่าอยากหนีก็อาจจะเป็น แต่ไม่ว่าใครจะบอกว่าอย่างไร คำเดียวที่หัวใจร่ำร้องตอนนั้นคือ ขอให้ฉันไปที่ไหนสักแห่ง ที่ที่ไม่ต้องอดทน เพราะฉันทนไม่ไหวแล้ว....
21.30 น. ข้าพเจ้าเดินออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าใบเก่ง นั่งรถเมล์ไปเทเวศน์ ต่อรถไปเอกมัย เพื่อเลือกเกาะสักเกาะ จังหวัดสักจังหวัด และลงท้ายที่สาย เอกมัย-บ้านเพ
.....ทำไมต้อง...เสม็ด....เพราะสะดวก รถเยอะ ไปง่าย และใกล้หัวใจดีความทรงจำเล็กๆ มากมายที่มีต่อเสม็ดมันทำให้ตัดสินใจไม่ยาก ข้าพเจ้ามาถึงเสม็ดตอนตี 4 ยังไม่มีเรือออกสักลำ ท้องฟ้ายังมืดสนิท อากาศเย็นๆ เพราะลมทะเลพัดเข้าฝั่ง สายฝนร่ำไรเบาๆๆ เดินเล่นสักพักก็เริ่มมีผู้คนออกมาตั้งร้าน มีร้านอาหารเล็กหลายร้านเริ่มเปิดเพื่อต้อนรับผู้คนที่จะพาหัวใจไปติดเกาะเหมือนกัน เรือลำแรกที่ข้าพเจ้าขึ้นออกจากท่าเรือประมาณ 6 โมงกว่าๆ ผู้คนบางตา เพราะยังเช้ามาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเพราะเรือลำของเราก็มีเพื่อนร่วมทางมากพอที่จะได้ยินเสียงหัวใจซึ่งกันและกัน....
ครั้งที่ข้าพเจ้าเลือกอ่าวหวายเป็นที่ซ่อนตัว แพงไปนิดสำหรับรายได้อย่างเราแต่ก็คุ้มค่ากับการเติมพลังที่หายไป...ไปครั้งนี้ไม่ได้เดินไปเที่ยวไหน นอกจากที่พักกับหาดทรายและร้านอาหาร....
ฝนโปรยลงมาแบบหยอกล้อ เป็นสายบางๆ พอเย็นช่ำ ท้องฟ้าไร้ดวงอาทิตย์แต่มีแสงแดดร่ำไร พอลอดเล็ดออกมาจากหมู่เมฆหม่นๆ ทะเลวันนี้น่ารักแม้จะไม่สดใส เกลียวคลื่นสาดเข้าฝั่งเป็นระลอกเบาไม่หนักหน่วง หาดทรายก็ยังคงขาวสะอาดพอที่จะให้เราสอดเท้าลงไปสัมผัสผิวเนื้อทรายนุ่มๆและอบอุ่นคิดถึงแม่และน้องที่ไม่ได้มาด้วยเพราะน้องมิ้นท์ต้องเรียนพิเศษ แต่เราให้สัญญากันไว้ว่า สิ้นเดือนนี้เราสามคนจะไปย่ำทะเลชะอำกันอีกครั้ง แปลกดีที่ยามหัวใจโดดเดียวจะมีผู้คนมากมายผ่านห้วงความคิดถึงเข้ามาเป็นสาย อาจเพราะสายธารแห่งมิตรภาพไม่เคยจางหายไปไหน...
มิตรภาพดีดีหาไม่ยาก เมื่อเราลองใช้หัวใจนำทางและสัมผัสดู...เหมือนกับครั้งนี้ข้าพเจ้าได้มิตรภาพดีดีจากการพาตัวเองไปปล่อยเกาะ คือเพื่อนชาวฮอลแลนด์คุ่หนึ่ง....การสื่อสารส่วนใหญ่คือการคุยผ่านมือ และสายตา มากกว่าถ้อยคำ เพราะภาษาที่ไม่แข็งแรงเท่าไร ชนิดใครเห็นก็ต้องบอกว่า ไอ้นี่พูดไม่ได้กระแดะคุยกับต่างชาติ แต่นะ...มิตรภาพดีดีไม่จำเป็นต้องสื่อสารกันด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวนิ แดนและโซอัส มาเที่ยวเมืองไทยได้ 2 เดือนแล้ว และเพิ่งมาเสม็ดครั้งแรก สองคนนี้เขาน่ารักดี และมีความพยายามที่จะสื่อสารกัน คำทักทายสั้นๆ รอยยิ้ม และน้ำใจคือสิ่งที่เราหยิบยื่นได้ง่ายจะตายไป...
แต่เมื่อเรามีมิตรใหม่ เราก็จะห่วงหามิตรภาพเก่าๆ ....คิดถึงพวกแกจัง (อ้อม...แน็ต...โบว์...เตย...พี่เอก...พี่บาส..เจ้ามุนิน...เจ้าโบโซ....พี่ก้อง...แนน...เจ๊แจน...ฯลฯ).....โดยเฉพาะเพื่อนรัก...ฉันอยากให้แกเปิดหัวใจ มองโลกให้กว้าง ยุติธรรม เข้าใจ และบิดมุมมองใหม่ๆ กว่าที่เป็น....
.....ทำไมต้อง...เสม็ด....เพราะสะดวก รถเยอะ ไปง่าย และใกล้หัวใจดีความทรงจำเล็กๆ มากมายที่มีต่อเสม็ดมันทำให้ตัดสินใจไม่ยาก ข้าพเจ้ามาถึงเสม็ดตอนตี 4 ยังไม่มีเรือออกสักลำ ท้องฟ้ายังมืดสนิท อากาศเย็นๆ เพราะลมทะเลพัดเข้าฝั่ง สายฝนร่ำไรเบาๆๆ เดินเล่นสักพักก็เริ่มมีผู้คนออกมาตั้งร้าน มีร้านอาหารเล็กหลายร้านเริ่มเปิดเพื่อต้อนรับผู้คนที่จะพาหัวใจไปติดเกาะเหมือนกัน เรือลำแรกที่ข้าพเจ้าขึ้นออกจากท่าเรือประมาณ 6 โมงกว่าๆ ผู้คนบางตา เพราะยังเช้ามาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเพราะเรือลำของเราก็มีเพื่อนร่วมทางมากพอที่จะได้ยินเสียงหัวใจซึ่งกันและกัน....
ครั้งที่ข้าพเจ้าเลือกอ่าวหวายเป็นที่ซ่อนตัว แพงไปนิดสำหรับรายได้อย่างเราแต่ก็คุ้มค่ากับการเติมพลังที่หายไป...ไปครั้งนี้ไม่ได้เดินไปเที่ยวไหน นอกจากที่พักกับหาดทรายและร้านอาหาร....
ฝนโปรยลงมาแบบหยอกล้อ เป็นสายบางๆ พอเย็นช่ำ ท้องฟ้าไร้ดวงอาทิตย์แต่มีแสงแดดร่ำไร พอลอดเล็ดออกมาจากหมู่เมฆหม่นๆ ทะเลวันนี้น่ารักแม้จะไม่สดใส เกลียวคลื่นสาดเข้าฝั่งเป็นระลอกเบาไม่หนักหน่วง หาดทรายก็ยังคงขาวสะอาดพอที่จะให้เราสอดเท้าลงไปสัมผัสผิวเนื้อทรายนุ่มๆและอบอุ่นคิดถึงแม่และน้องที่ไม่ได้มาด้วยเพราะน้องมิ้นท์ต้องเรียนพิเศษ แต่เราให้สัญญากันไว้ว่า สิ้นเดือนนี้เราสามคนจะไปย่ำทะเลชะอำกันอีกครั้ง แปลกดีที่ยามหัวใจโดดเดียวจะมีผู้คนมากมายผ่านห้วงความคิดถึงเข้ามาเป็นสาย อาจเพราะสายธารแห่งมิตรภาพไม่เคยจางหายไปไหน...
มิตรภาพดีดีหาไม่ยาก เมื่อเราลองใช้หัวใจนำทางและสัมผัสดู...เหมือนกับครั้งนี้ข้าพเจ้าได้มิตรภาพดีดีจากการพาตัวเองไปปล่อยเกาะ คือเพื่อนชาวฮอลแลนด์คุ่หนึ่ง....การสื่อสารส่วนใหญ่คือการคุยผ่านมือ และสายตา มากกว่าถ้อยคำ เพราะภาษาที่ไม่แข็งแรงเท่าไร ชนิดใครเห็นก็ต้องบอกว่า ไอ้นี่พูดไม่ได้กระแดะคุยกับต่างชาติ แต่นะ...มิตรภาพดีดีไม่จำเป็นต้องสื่อสารกันด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวนิ แดนและโซอัส มาเที่ยวเมืองไทยได้ 2 เดือนแล้ว และเพิ่งมาเสม็ดครั้งแรก สองคนนี้เขาน่ารักดี และมีความพยายามที่จะสื่อสารกัน คำทักทายสั้นๆ รอยยิ้ม และน้ำใจคือสิ่งที่เราหยิบยื่นได้ง่ายจะตายไป...
แต่เมื่อเรามีมิตรใหม่ เราก็จะห่วงหามิตรภาพเก่าๆ ....คิดถึงพวกแกจัง (อ้อม...แน็ต...โบว์...เตย...พี่เอก...พี่บาส..เจ้ามุนิน...เจ้าโบโซ....พี่ก้อง...แนน...เจ๊แจน...ฯลฯ).....โดยเฉพาะเพื่อนรัก...ฉันอยากให้แกเปิดหัวใจ มองโลกให้กว้าง ยุติธรรม เข้าใจ และบิดมุมมองใหม่ๆ กว่าที่เป็น....
ไม่รู้...ว่าโลกกว้างใหญ่แค่ไหน
ไม่รู้...ว่าฟ้าสูงเพียงใด
ไม่รู้...ทำไมต้องทำลองออกเดิน...ดูสักครั้ง
.........และ...............
ลองหาคำตอบ...ด้วยตัวเอง
ป.ล. เสียดายไม่ได้เอากล้องไป เสียดายมากกกกก
(ไว้โอกาสหน้าไม่พลาดแน่ แง่ม แง่ม)
ขอบคุณรูปภาพประกอบสวยๆ จาก.........
No comments:
Post a Comment